stories

1.

ไม่มีอะไรยั่งยืนสักอย่าง หัวใจของเขาก็เช่นเดียวกัน...

บางครั้งก็สุข จนล้น บางครั้งก็ทุกข์แทบกระอัก

 

เขาพบตัวเองนอนเกยหาดอยู่เพียงลำพัง น้ำทะเล กระทบท่อนล่างของร่างกายเบาๆ

เสียงนกร้องแว่วๆ สลับเสียงคลื่นลม เป็นระยะๆ

 

สติสุดท้ายบอกเขาว่า เขาอยู่ท่ามกลางวงเหล้า ที่แวดล้อมด้วยเซียนน้ำเมาทั้งห้า

หนึ่งในนั้นคือเพื่อนรัก ที่ดูเหมือนว่า กำลังจะกลายเป็นศัตรูหัวใจของเขาในไม่ช้า

ไม่สิ ความจริง ต้องพูดว่า เพื่อนคนนี้ ดำรงตำแหน่ง ทั้งเพื่อนรักและศัตรูมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

เขากรอกน้ำเมาลงกระเพาะดังน้ำเปล่าเลยก็ว่าได้ จากนั้น สติเขาก็กระเจิง จำอะไรไมได้เลย

 

“โอยย ปวดหัว” เขาลุกนั่งอย่างลำบาก ศีรษะดูเหมือนโตผิดปกติ เพราะมันหนักอึ้ง แทบโอนเอนตามแรงลม

“แล้วคนอื่นๆ หายไปไหนกันหมด อูยยย หัวจะระเบิด” เขาใช้สองมือทุบขมับเบาๆ

เพื่อเรียกความจำกลับมา แต่มันก็คงเป็นเพียงจินตนาการว่า
 
ความจำเมื่อคืนค่ำจะกลับมา เพราะไม่เพียงจะจำไม่ได้แล้ว
 
แรงทุบอาจไปกระทบกับสมอง ทำให้แย่กว่าเดิม

 

 

 

“ตื่นแล้วกา ขี้เหล้าหลวง” เสียงทักทาย กรายๆ จะเป็นการตะโกน

สำเนียงเหนือๆ แบบนี้ ไม่มีใครหรอก  เขาจำได้ดี เพราะตอนนี้สติเริ่มกลับเข้าที่เข้าทางแล้ว

“อือ เฮ้ยย ไอ้กล้วย คนอื่นๆ ล่ะ แล้วทำไมเรามาเกยตื้นริมหาดแบบนี้วะ”

“โอ๋ยย คิงฮู้ก่อ เอ่ออ แกรู้ไหม ว่าแกน่ะ อาละวาด ฟาดงวงฟาดงา กับเพื่อนๆ

จนพวกมันยอมแพ้ไปหมด อีกอย่าง แหะๆ เมาอ่ะ เลยไม่มีแรงทะเลาะกะแก
 
แต่ฉันนี่นะ ลากนายมาจากทะเลนะ”

“ต้องขอบคุณใช่ไหมเพื่อน” น้ำเสียงประชดเล็กๆ ของเขา

ทำให้เพื่อนชาวเหนือถึงกับหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี

“ฮ่าๆๆ เออ ไม่ต้องๆ ป่ะ ฟื้นแล้วก็ดีแล้ว กลับกรุงเทพเหอะ คนอื่นเขากลับกันหมดแล้ว”

“อะไรนะ กลับกันหมด โห นี่กะทิ้งเราเลยใช่ไหมเนี่ย”

“ไม่ใช่อย่างนั้น พวกนั้นมีการมีงาน มันก็กลับไปเคลียร์งาน ส่วนข้าก็รอเองไง”

“เฮ้อออ ทำไมรีบกลับก็ไม่รู้”

“ป่ะๆ ไปอาบน้ำกินข้าว กลับกรุงเทพคราวนี้ เองมีเรื่องสะสางเพียบ”

“อือๆ” เขารับปากแต่เพียงแค่นั้น เพราะสติปัญญายังไม่เต็มร้อยดี

2.

กาแฟแก้วที่สาม ทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว

แต่เขา ยังคงจ้องหน้าจอสี่เหลี่ยม โดยเปิดโปรแกรมพิมพ์งานแช่ไว้อย่างนั้น

ร่วมครึ่งวันเห็นจะได้ แต่ยังไม่มีตัวอักษรเรียงให้เห็นแม้แต่พยางค์เดียว

 

หลังจากเมา มึน ในคืนนั้นแล้ว เขาและสหายก็ไม่ได้พบกัน หรือ โทรศัพท์คุยกันอีก

อาจเป็นเพราะคนอื่นๆ งานยุ่ง จนลืมเพื่อนที่นอนเกยหาดอย่างเขา

สำหรับเขา ไม่ได้ติดต่อใคร เพราะ เอาแต่ขบคิดเรื่องที่เขาได้ฟัง

จากปากของ กล้วย หลังจากเท้าแตะกรุงเทพเพียงห้านาที

 

“ฟังนะ ไอ้คุณนักเขียน”

“ฟังอะไร ขอพักก่อน ไม่ไหวแล้ว”

“ไม่ได้ๆ ฮาจะปิ๊กเจียงใหม่แล่ว”

“อ้าว จะปิ๊กเลยเหรอ”  เขาซึมซับภาษาเหนือจากเพื่อนผู้นี้ได้ง่ายดาย

เพราะ กล้วย มักใช้ภาษาถิ่นกับเพื่อนฝูงที่สนิทๆ กันเสมอ

เขาพบกับกล้วยที่ทำงานนี่เอง กล้วยเป็นคนมีน้ำใจมากๆ และจริงใจเสมอ 

พวกเขาจึงสนิทกันได้ไม่ยาก

“อือ เพราะงั้น เลยต้องเล่ามันตอนนี้เลย”

“อือๆ ว่ามาๆ”

เขาหาน้ำให้เพื่อนชาวเหนือดื่ม ซึ่งปกติแล้ว เขามักต้อนรับเพื่อนด้วยยอดข้าวเสมอ

“ริน กับ ปู มันจะแต่งงานกัน”

“จริงสินะ อือ แล้วไงต่อ” แววตาเขาดูหม่นไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พยักหน้ารับอย่างคนยอมแพ้

“พอนายรู้ความจริงว่าสองคนนั้นรักกัน และกำลังจะวิวาห์

จึงเอาแต่กระดกเหล้าอย่างเมามัน หลังจากนั้น นายก็ชกปูจนหน้าหงาย
 
เลือดกลบปาก แล้วแกสองคนก็นัวเนียกันอยู่ เพื่อนๆ ก็ห้าม
 
แต่แกกลับอาละวาดคนอื่นๆ จนหมอบไปตามๆ กัน เพื่อนๆ จึงไม่ยุ่งกับแก
 
แล้วก็ลากไอ้ปูกลับห้อง ส่วนแกเหรอ เขาก็ปล่อยให้เพ้อเจ้อบ้าบอ
 
โทษฟ้าดิน ด่าทอตัวเอง และคนรอบข้างอยู่อย่างนั้นแหละ
 
จากนั้น แกก็เดินลงทะเลไป แล้วฉันก็ลากแกขึ้นมา แต่ไม่ไหวอ่ะ
 
เลยทิ้งแกตรงหาดนั่นแล้วลากสังขารตัวเองขึ้นห้องพัก”

“อือ ขอบใจเพื่อน นายจะกลับแล้วใช่ไหม  ฉันส่งนายที่นี่ละกัน ขอบใจมากนะ”

 

“อ้าว อะไรเนี่ย เออ ไปก็ได้ ฮานิบ่าเฮ้ยย”

 

หลังจากวันนั้น เขาครุ่นคิดอย่างคนเสียสติ

ระหว่างที่เขากับรินให้ความรักต่อกัน อย่างเต็มอิ่ม แล้วปูมาแทรกตรงกลางได้อย่างไร

 

จนกระทั่งวันที่เมามายวันนั้น สิ่งที่เขารับรู้และไม่เคยระแวงใดๆ ก็ทำให้เขาแทบช็อค จนขาดสติ

 

เขาคบกับรินมาเกือบสิบปี ในระหว่างนั้น เขามักไว้ใจปูให้ดูแลรินแทนเขา

เมื่อเขาเข้าป่า ปีนเขา ล่องแก่ง ออกทะเล หรือ ค้างแรมเป็นเวลานานๆ
 
ก็อาชีพอย่างเขา จะให้นั่งในห้องสี่เหลี่ยมได้อย่างไร จะเอาอะไรมาเป็นวัตถุดิบ
 
ในการขับเคลื่อนงานล่ะ

 

แต่บางที เรื่องการออกเดินทางของเขา อาจเป็นเพียงข้ออ้าง

เพียงเพื่อแสวงหา และปล่อยชีวิต ให้เสรี ก็เป็นได้

อาจเป็นช่วงเวลานี้ ที่ทำให้ระยะใจของเขากับคนรัก เริ่มมีบางอย่างงอกเงยขึ้นมาก็เป็นได้

 

แต่ทำไม ต้องเป็นเพื่อนสนิท ที่เคยอาศัยข้าวก้นบาตรยามเรียนหนังสือมาด้วยกัน

 

อีกทั้งหญิงสาว ผู้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข รู้เห็นทุกอย่างในระบบทางเดินของชีวิตซึ่งกันและกัน

ทำไมถึงทำได้ถึงเพียงนี้

 

 

 

แม้ว่าจะไม่มีคำตอบใดๆ จากสองคนนั้น แต่เขาสำนึกรู้ได้

ด้วยสัญชาติญาณของผู้ชายหัวใจพเนจรว่า เพราะเขาเอง ที่เสาะแสวงหาอย่างไม่จบสิ้น

 

จนหลงลืมไปว่า ความจริงแท้นั้น ได้ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วทุกสิ่ง..

 

เขาปิดคอมพิวเตอร์ เดินไปหน้าต่างห้องพัก มองภาพเบื้องล่างอย่างสับสัน

ต่อไปเขาจะทำอย่างไร เพราะเธอ เข็มทิศชีวิตของเขา

กำลังจะเปลี่ยนไปนำทางให้กับชายอื่นอย่างถาวรแล้ว

 

3.

เขาเมามายในตลอดระยะเวลาสามปี

ราวกับว่า ในร่างกายของเขานั้น มีแอลกอฮอล์ปะปนอยู่ในกระแสเลือดครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

 

เขาเฝ้าบอกตัวเองว่า

การอยู่คนเดียวก็ง่ายดีเหมือนกัน

ไม่ต้องมีตัวเลือก ให้มากเรื่อง

เขาต้องอยู่ให้ได้กับสภาพเสรีชีวิต ที่เขาโหยหาอยู่เสมอยามมีเงาของคนรักเคียงข้าง

ณ ตอนนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาเนิ่นนาน

เขา ควรจะชิน ได้เสียที....