ใจนิยม..เรื่องสั้น

posted on 03 Feb 2012 19:29 by iamjija

เวลานี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็มักจะพบแต่ป้ายหาเสียงที่ชูหรานโยบายเริดหรู 

ซึ่งโดยส่วนตัวเขาเองแล้ว กลับมองว่ามันไม่น่าเป็นไปได้เลย 

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ประเทศเกษตรกรรมอย่างบ้านเรา แต่กลับมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องรากเหง้าน้อยมาก

 

เขารู้สึกผิดหวังกับการมีชีวิตเหลืออยู่ เพื่อพบสิ่งเหล่านี้อย่างเหลือเกิน

เมื่อครั้งหนึ่ง ที่เขาเคยทำงานอยู่ในเมืองหลวง

เขาเห็นการใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือย และประมาทของวัยรุ่นที่นั่น

เขารู้ว่า เขาไม่เหมาะกับที่นี่ เขาจึงเสาะแสวงหาวิถีทางเพื่อกลับมาทำงานที่บ้านนอก

บ้านเกิดของเขา

 

เขาพามอเตอร์ไซด์คู่ชีพผ่านตลาด เพื่อซื้อของตามที่แม่สั่งมา จัดเตรียมสำหรับการทำบุญวันเข้าพรรษานี้

ในปีนี้ ครอบครัวเขามากันพร้อมหน้า

จะว่าไปแล้ว ครอบครัวเขา หากนับแค่พ่อ แม่ ลงมาแล้ว ยังไม่มีใครล่วงลับเลยสักคนเดียว

ถือได้ว่าอบอุ่นอย่างที่สุด

 

และในปีนี้ สมาชิกในบ้านก็พร้อม ที่จะทำบุญพร้อมหน้าพร้อมตากัน

 

น้องสาวของเขา เป็นตัวตั้งตัวตี ในการทำบุญเข้าพรรษาปีนี้

เขาแทบจำไม่ได้เลยว่า น้องสาวคนนี้ เคยเที่ยวอย่างสุดเหวี่ยง

เคยเกเรการเรียนอย่างสุดโต่ง

เพราะเวลานี้ เขามองเห็นแต่ผู้หญิง ที่ทำงานแล้ว และฝักใฝ่ทางศาสนาอย่างสุดตัว

 

เขารับอาสา มาซื้อข้าวของบางอย่าง เพื่อเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ

ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่า จะเนิ่นๆ ไปทำไม

เพราะไม่ว่ามองไปที่ไหน ในเวลาทำบุญ ร้านรวงต่างก็พร้อมพรึบสินค้าอยู่แล้ว

 

น้องสาวให้ซื้อของหลายอย่าง เธอบอกว่า เครื่องสังฆทานสำเร็จน่ะ

อาจมีของหมดอายุ และของบางอย่าง พระก็เอาไปใช้ไม่ได้ เธอจึงซื้อแล้วเอาไป จัดเอง  

ซึ่งอันนี้ผมก็เห็นด้วยอย่างไม่ขัด  เพราะว่าสมัยนี้ ไว้ใจอะไรได้ง่ายๆ ได้อย่างไร แม้แต่เครื่องสังฆทาน

หึ มันช่างสวนทางกับการรายงานสภาพเศรษฐกิจของประเทศเหลือเกิน

ขณะที่ประชาชนต้องโกงบ้าง ปากกัด ตีนถีบบ้างเพื่อความอยู่รอด

แต่ฝ่ายรัฐกลับรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจว่าปรับตัวดีขึ้น!

 

ผมนั่งประจำคนขับ พร้อมกันแล้วก็มุ่งตรงไปยังวัดที่ไกลจากหมู่บ้านเข้าไปในป่า

สภาพสองข้างทาง อุดมไปด้วยไร่ข้าวโพด นั่นคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน

 

ระหว่างขับรถ น้องสาว และพ่อแม่ ก็คุยกันอย่างออกรส เพราะนานๆ จะได้เจอกันสักที

น้องสาวของผม เธอทำงานธนาคารครับ

สิ่งที่เธอพูดและเล่า หรือการวางแผนมนอนาคต ก็มักเกี่ยวแต่กับเรื่องเงิน

ซึ่งผม ไม่เห็นด้วย

“พี่ ฉันว่านะ เรากู้เงิน จากธนาคาร ธกส. น่ะ ดีแล้ว เราช่วยผ่อนธนาคาร”

“สร้างทำไมอีก เท่าที่มีอยู่ก็ดีแล้ว”

“แต่หนูอยากให้พ่อ แม่อยู่สบายกว่านี้ แล้วหนูจะได้มีห้องส่วนตัว”

“พี่ว่า บ้านเราก็อยู่สบายนะ ไม่เห็นจะตากแดด ตากฝน หรือ ไร้ที่ซุกหัวนอนเลย”

“เออ น่า ก็ทำให้ดีกว่านี้ไง อ้อ อีกอย่าง เดี่ยวจะดูรถเก๋งนะ จะได้นั่งสบายๆ เวลาไปไหนมาไหน”

“เฮ้ออ เท่าที่ขับอยู่ก็สบาย ไม่ต้องเดินให้เมื่อย ไม่ต้องตากแดดด้วย”

“แต่รถเก๋งมันนั่งสบายกว่ากัน ราคาก็ไม่แพงนะเดี๋ยวนี้ ห้าแสนก็มีได้ หรือ ดาวน์ สองหมื่นกว่า ก็ขับได้แล้ว”

น้องผมเธอพูดว่า แค่ห้าแสน อย่าว่างั้นงี้เลย ห้าร้อย ผมก็ยังคิดแล้วคิดอีก ว่าจะใช้ยังไงให้ถึงสิ้นเดือน

 

ผมยังขับรถไปเรื่อยๆ น้องสาวยังจ้อไม่หยุดเรื่องเงินๆ ทองๆ

 

ผมหงุดหงิดกับสิ่งนี้เหลือเกิน

 

ระยะเวลาที่เราห่างกันนั้น ทำให้น้องสาวที่ผมรู้จัก กลายเป็นคนอื่น ที่ผมไม่เคยรู้จักเลยอย่างนั้นหรือ

 

เธออยู่ในเมืองหลวงที่นิยมวัตถุเป็นส่วนใหญ่

 

เท่าที่เห็น

ไม่ว่าทางบ้านขาดสิ่งใด เธอมักหยิบยื่นให้เสมอ

ผมนึกชื่นชม ขอบคุณที่เธอไม่ลืมทางบ้าน

แต่อีกใจหนึ่ง ผมอยากให้เธอกลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน

อยู่อย่างธรรมดา หลุดจากวัตถุนิยมเหล่านั้น

แล้วหันมามองใจนิยมบ้าง .....